เมื่อคุณตัดสินใจจะเนรมิตพื้นที่ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม บ้าน หรือร้านค้าธุรกิจ ความตื่นเต้นในการเลือกสไตล์และเฟอร์นิเจอร์มักมาพร้อมกับความสับสนครั้งใหญ่เกี่ยวกับงบประมาณ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับคำว่า “ค่าออกแบบภายใน” และ “ค่าตกแต่งภายใน” สองคำนี้ดูคล้ายกัน แต่ความจริงคือเป็นค่าใช้จ่ายที่มีขอบเขตและเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความเข้าใจผิดที่ว่า 2 ค่าใช้จ่ายนี้คือสิ่งเดียวกัน มักทำให้งบบานปลาย ล่าช้า และผลลัพธ์ไม่ตรงใจ การรู้ความต่างตั้งแต่เริ่มต้นช่วยคุมงบและเลือกบริษัทรับตกแต่งภายในได้ตรงตามความต้องการ บทความนี้จะไขทุกข้อสงสัยเรื่องการจ่ายเงินแต่ละส่วน วิธีคิดราคา และการเลือกจ่ายแบบแยกหรือรวมแพ็กเกจ
ค่าออกแบบภายใน คืออะไร และจ่ายไปเพื่ออะไร?
หากเปรียบเทียบโครงการก่อสร้างเหมือนการเดินทางท่องเที่ยว ค่าออกแบบภายใน ก็คือแผนที่ และเข็มทิศที่แม่นยำที่สุด เป็นค่าใช้จ่ายที่คุณจ่ายเพื่อซื้อสมอง และความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบมืออาชีพ เพื่อให้ได้พิมพ์เขียวที่ใช้งานได้จริงและสวยงาม
นิยามและขอบเขตงานหลักของ ค่าออกแบบภายใน
ค่าออกแบบภายใน คือค่าธรรมเนียมที่คุณจ่ายให้กับนักออกแบบ (Interior Designer) หรือ บริษัทที่ให้บริการด้านการออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อดำเนินการตั้งแต่การวิเคราะห์พื้นที่ไปจนถึงการสร้างแบบรายละเอียดทางเทคนิค งานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนแรกที่กำหนดทิศทางของโครงการทั้งหมด ขอบเขตงานที่รวมอยู่ในค่าออกแบบ ได้แก่
- Concept & Mood Board: การสร้างแนวคิดและภาพรวมของสไตล์การตกแต่ง เช่น สไตล์ลอฟท์ สแกนดิเนเวียน มินิมอล รวมไปถึงการกำหนดโทนสีและวัสดุหลัก
- Floor Plan & Layout Optimization: การจัดผังพื้นที่ใช้สอยใหม่ โดยเน้นหลักการใช้งาน (Functional Design) เช่น การจัดวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ การย้ายผนัง (ถ้ามี) และการกำหนดจุดติดตั้งระบบต่าง ๆ
- 3D Perspective (ภาพเสมือนจริง): เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นภาพรวมของพื้นที่จริงก่อนการก่อสร้าง ภาพเหล่านี้จะช่วยในการตัดสินใจเรื่องสีและสัดส่วน
- Working Drawing (แบบก่อสร้าง): เป็นแบบรายละเอียดทางเทคนิคที่ช่างทุกฝ่ายต้องใช้ในการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นแบบแปลนไฟฟ้า แบบขยายเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อิน แบบผังพื้น หรือเพดาน การมีแบบก่อสร้างที่ครบถ้วนและถูกต้อง คือสิ่งสำคัญที่ทำให้งานไม่บานปลายและได้มาตรฐาน
- Specification & Material Selection: การระบุวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ในโครงการอย่างชัดเจน เช่น ชนิดของไม้, แบรนด์สี, รุ่นของสุขภัณฑ์ การกำหนดสเปคที่แน่นอนนี้เป็นเอกสารอ้างอิงในการประเมินค่าตกแต่งภายใน ในขั้นตอนต่อไป
วิธีการคิดค่าออกแบบภายในที่นิยมในตลาด
การคิดค่าออกแบบภายใน โดยทั่วไปแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของโครงการ
- Fixed Fee (ราคาเหมา) เป็นการกำหนดราคาคงที่ตั้งแต่ต้นจนจบตามขอบเขตงาน เหมาะกับโครงการขนาดเล็ก เช่น คอนโด 1 ห้อง หรือร้านกาแฟขนาดเล็ก เพราะผู้ว่าจ้างสามารถรู้จำนวนเงินชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น
- Percentage of Construction Cost (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์) เป็นการคิดค่าออกแบบจากเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรวมของค่าตกแต่งภายใน ปกติอยู่ที่ประมาณ 5% – 15% วิธีนี้เหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ เช่น บ้านหรู หรือออฟฟิศทั้งอาคาร เพราะสามารถปรับงบและขอบเขตงานให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงได้
- Per Square Meter (ต่อ ตร.ม.) เป็นการคิดราคาเป็นอัตราต่อตารางเมตร เช่น 500–1,500 บาท/ตร.ม. วิธีนี้เหมาะกับโครงการเชิงพาณิชย์ เช่น ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลีก ที่ต้องการประเมินค่าออกแบบตามพื้นที่จริงของโครงการ
ค่าตกแต่งภายใน คือค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
ถ้าค่าออกแบบภายใน คือแผนที่ ค่าตกแต่งภายใน ก็คือการลงมือสร้าง (Execution) และวัสดุจริง (Material) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการเปลี่ยนแบบแปลนให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานจริง นี่คือส่วนที่ใช้เงินลงทุนสูงสุดของโครงการ
หมวดหมู่ค่าใช้จ่ายหลักของ ค่าตกแต่งภายใน
ค่าตกแต่งภายในครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและติดตั้ง แบ่งเป็น 5 หมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้
- งานโครงสร้าง/งานสถาปัตยกรรม (Architecture & Structure): เป็นงานปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การทุบผนังเดิม การก่อผนังใหม่ การทำทางเดินน้ำ และงานฝ้าเพดานเบื้องต้น
- งานบิ้วท์อิน/เฟอร์นิเจอร์: ค่าใช้จ่ายสำหรับเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษที่ติดแน่นกับอาคาร เช่น ตู้เสื้อผ้าบิ้วท์อิน เคาน์เตอร์ครัว ชั้นวางของขนาดใหญ่ และตู้โชว์สินค้าในร้านค้า
- งานระบบ: ค่าใช้จ่ายที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ระบบไฟฟ้าทั้งหมด (จุดปลั๊ก, สวิตช์, สายไฟ), ระบบประปา ระบบปรับอากาศ และการติดตั้ง ระบบไฟอัจฉริยะ (Smart Home System) หรือระบบกล้องวงจรปิด
- งานตกแต่งผิว/วัสดุ: ค่าใช้จ่ายสำหรับวัสดุที่สัมผัสได้ เช่น วัสดุปูพื้น (กระเบื้อง, ไม้ลามิเนต, หินอ่อน) การทาสีผนัง การติดตั้งวอลเปเปอร์ และการตกแต่งด้วยหิน
- ค่าแรง (Labor Cost) และค่าควบคุมงาน: ค่าจ้างช่างฝีมือแต่ละสาขา (ช่างไม้, ช่างปูน, ช่างไฟฟ้า) และค่าบริหารจัดการโครงการ (Project Management Fee) โดยผู้ควบคุมงานจาก บริษัทรับตกแต่งภายใน
ปัจจัยกำหนดค่าตกแต่งภายในที่ทำให้งบประมาณไม่คงที่
งบประมาณในส่วนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากถึง 100% ขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังต่อไปนี้
- เกรดวัสดุ: การเลือกใช้หินอ่อนแท้กับหินเทียม, ไม้จริงกับไม้สังเคราะห์ มีผลต่อราคาอย่างมาก
- ความซับซ้อนของดีไซน์: เฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงโค้ง การซ่อนไฟ (Cove Lighting) หรือรายละเอียดแกะสลักที่ซับซ้อน ทำให้ค่าแรงสูงขึ้น
- สถานที่: การทำงานในคอนโดหรือพื้นที่ใจกลางเมือง/ในห้างสรรพสินค้า มักมีข้อจำกัดด้านเวลา การขนส่ง และกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่า ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น
ค่าออกแบบและค่าตกแต่ง ควร “จ่ายแยก” หรือ “จ่ายรวม”
นี่คือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของเจ้าของโครงการ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน
ทางเลือกที่ 1 จ่ายแยก (แยก Designer & Contractor)
คุณจ้างนักออกแบบอิสระหรือบริษัทออกแบบเพื่อทำแบบแปลน (จ่ายค่าออกแบบภายใน) จากนั้นนำแบบไปประมูลราคากับผู้รับเหมาหลายรายเพื่อทำขั้นตอนก่อสร้าง (จ่ายค่าตกแต่งภายใน)
ข้อดี
- Check & Balance: มีการตรวจสอบงานระหว่างผู้ออกแบบและผู้รับเหมา
- ราคาแข่งขันสูง: สามารถเลือกผู้รับเหมาที่ให้ราคาค่าตกแต่งภายในที่ถูกที่สุดได้
ข้อเสีย
- ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน: อาจเกิดการโยนความผิดเมื่อมีปัญหา (ผู้ออกแบบกล่าวว่าช่างทำผิด, ช่างกล่าวว่าแบบ
- ผู้บริหารจัดการคือลูกค้า: ต้องใช้เวลาและความรู้ในการประสานงานระหว่าง 2 ฝ่าย
ทางเลือกที่ 2 จ่ายรวม (Design & Build)
คุณจ้างบริษัทรับตกแต่งภายในเพียงแห่งเดียว ซึ่งให้บริการครบวงจรตั้งแต่การออกแบบจนถึงการก่อสร้างแล้วเสร็จ
ข้อดี
- One Stop Service: สะดวก รวดเร็ว ค่าออกแบบภายในมักถูกนำไปรวมหรือหักลดในค่าตกแต่งภายใน
- ควบคุมงบได้ง่าย: บริษัทสามารถล็อกงบประมาณรวมได้ตั้งแต่ต้น เพราะควบคุมการเลือกวัสดุและวิธีการก่อสร้างเอง
ข้อเสีย
- ขาดการตรวจสอบอิสระ: การออกแบบและการก่อสร้างอยู่ในมือเดียวกัน หากไม่มืออาชีพจริงอาจมีช่องโหว่
- โอกาสเปรียบเทียบราคาจำกัด: ราคารวมอาจไม่ได้ถูกที่สุด แต่แลกมาด้วยความสะดวกสบายและความรวดเร็ว
- ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่: การเลือกจ่ายรวมแบบ Design & Build เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงด้านความผิดพลาดได้ดีที่สุด หากเลือกบริษัทที่มีประสบการณ์และมีความน่าเชื่อถือสูง เพราะพวกเขาจะมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้ายทั้งหมด
วิธีประเมินงบประมาณรวม (ค่าตกแต่งภายใน + ค่าออกแบบภายใน) ที่แม่นยำ
การประเมินงบประมาณอย่างแม่นยำตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้คุณเจรจาต่อรองกับบริษัทรับตกแต่งภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เทคนิค 3 ขั้นตอนในการวางแผนงบประมาณ
- ประเมินงบรวมต่อ ตร.ม. (Cost Per SQM)
- กำหนดงบประมาณเบื้องต้นโดยอิงจากราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรของประเภทโครงการที่คุณต้องการ
- ตัวอย่าง หากคุณต้องการตกแต่งร้านอาหารสไตล์ลอฟท์ ราคาอาจอยู่ระหว่าง 25,000 – 35,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับรายละเอียดดีไซน์
- แยกงบออกแบบ (Design Budget)
- กำหนดสัดส่วนค่าออกแบบภายในโดยประมาณ (5-15% ของงบประมาณรวม)
- หากงบประมาณรวมของคุณคือ 1,000,000 บาท คุณควรกำหนดงบประมาณการออกแบบไว้ที่ 50,000 – 150,000 บาท
- ตั้งงบเผื่อเหลือเผื่อขาด (Buffer)
- เตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด (อย่างน้อย 10-15% ของงบประมาณ ค่าตกแต่งภายใน) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดีไซน์เล็กน้อย หรือปัญหาที่พบระหว่างการก่อสร้าง (เช่น โครงสร้างอาคารเดิมมีปัญหา)
Checklist ก่อนเซ็นสัญญาจ้างงาน
ก่อนที่คุณจะตกลงว่าจ้างบริษัทรับตกแต่งภายในหรือนักออกแบบใด ๆ ให้ตรวจสอบ 3 ข้อ ดังนี้
- ขอบเขตงานออกแบบที่ได้รับ: ยืนยันว่าค่าออกแบบภายใน ครอบคลุมถึง Working Drawing (แบบก่อสร้าง) ที่ครบถ้วนหรือไม่ ได้รับการแก้ไขแบบ 3D กี่ครั้ง
- ราคาสุดท้ายของค่าตกแต่งภายใน: ตรวจสอบรายการวัสดุ (BOQ – Bill of Quantities) ให้ละเอียดว่าวัสดุที่ระบุตรงกับสเปคที่ตกลงกันไว้หรือไม่ และราคานี้รวมค่าติดตั้งและงานระบบทั้งหมดแล้วหรือไม่
- เงื่อนไขการรับประกัน: สอบถามระยะเวลารับประกันงานตกแต่ง (มักเป็น 1 ปี) เพื่อสร้างความมั่นใจในบริการหลังการขาย
ควบคุมค่าออกแบบและค่าตกแต่งภายในให้ตรงงบ ด้วยบริการครบวงจรจาก ไอเดค ดีไซน์
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านรับออกแบบตกแต่งภายใน เราขอสรุปว่า การลงทุนในค่าออกแบบภายใน ที่ดีตั้งแต่ต้น คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแบบแปลนที่ละเอียดจะช่วยลดความเสี่ยงของความผิดพลาดในขั้นตอนก่อสร้าง ซึ่งช่วยประหยัดค่าตกแต่งภายใน ในระยะยาว
หากคุณกำลังมองหาบริการรับออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศ บ้าน คอนโด หรือร้านค้า ที่รวมความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่สร้างสรรค์และการก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน ไอเดค ดีไซน์ พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ดูแลโครงการของคุณตั้งแต่แนวคิดแรกไปจนถึงการส่งมอบพื้นที่ใช้งานจริง
เราให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามงบประมาณที่คุณกำหนด ด้วยการทำงานที่โปร่งใสและระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
ติดต่อ ไอเดค ดีไซน์ เพื่อรับการปรึกษาและการประเมินราคาโครงการของคุณได้อย่างแม่นยำวันนี้


