ไขความต่าง! ค่าออกแบบภายใน กับ ค่าตกแต่งภายใน จ่ายแยกหรือรวมกัน?

ค่าออกแบบภายใน กับ ค่าตกแต่งภายใน ต่างกันอย่างไร

เมื่อคุณตัดสินใจจะเนรมิตพื้นที่ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม บ้าน หรือร้านค้าธุรกิจ ความตื่นเต้นในการเลือกสไตล์และเฟอร์นิเจอร์มักมาพร้อมกับความสับสนครั้งใหญ่เกี่ยวกับงบประมาณ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับคำว่า “ค่าออกแบบภายใน” และ “ค่าตกแต่งภายใน” สองคำนี้ดูคล้ายกัน แต่ความจริงคือเป็นค่าใช้จ่ายที่มีขอบเขตและเป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ความเข้าใจผิดที่ว่า 2 ค่าใช้จ่ายนี้คือสิ่งเดียวกัน มักทำให้งบบานปลาย ล่าช้า และผลลัพธ์ไม่ตรงใจ การรู้ความต่างตั้งแต่เริ่มต้นช่วยคุมงบและเลือกบริษัทรับตกแต่งภายในได้ตรงตามความต้องการ บทความนี้จะไขทุกข้อสงสัยเรื่องการจ่ายเงินแต่ละส่วน วิธีคิดราคา และการเลือกจ่ายแบบแยกหรือรวมแพ็กเกจ

ค่าออกแบบภายใน คืออะไร และจ่ายไปเพื่ออะไร?

หากเปรียบเทียบโครงการก่อสร้างเหมือนการเดินทางท่องเที่ยว ค่าออกแบบภายใน ก็คือแผนที่ และเข็มทิศที่แม่นยำที่สุด เป็นค่าใช้จ่ายที่คุณจ่ายเพื่อซื้อสมอง และความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบมืออาชีพ เพื่อให้ได้พิมพ์เขียวที่ใช้งานได้จริงและสวยงาม

นิยามและขอบเขตงานหลักของ ค่าออกแบบภายใน

ค่าออกแบบภายใน คือค่าธรรมเนียมที่คุณจ่ายให้กับนักออกแบบ (Interior Designer) หรือ บริษัทที่ให้บริการด้านการออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อดำเนินการตั้งแต่การวิเคราะห์พื้นที่ไปจนถึงการสร้างแบบรายละเอียดทางเทคนิค งานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นขั้นตอนแรกที่กำหนดทิศทางของโครงการทั้งหมด ขอบเขตงานที่รวมอยู่ในค่าออกแบบ ได้แก่

  1. Concept & Mood Board: การสร้างแนวคิดและภาพรวมของสไตล์การตกแต่ง เช่น สไตล์ลอฟท์ สแกนดิเนเวียน มินิมอล รวมไปถึงการกำหนดโทนสีและวัสดุหลัก
  2. Floor Plan & Layout Optimization: การจัดผังพื้นที่ใช้สอยใหม่ โดยเน้นหลักการใช้งาน (Functional Design) เช่น การจัดวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ การย้ายผนัง (ถ้ามี) และการกำหนดจุดติดตั้งระบบต่าง ๆ
  3. 3D Perspective (ภาพเสมือนจริง): เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้ามองเห็นภาพรวมของพื้นที่จริงก่อนการก่อสร้าง ภาพเหล่านี้จะช่วยในการตัดสินใจเรื่องสีและสัดส่วน 
  4. Working Drawing (แบบก่อสร้าง): เป็นแบบรายละเอียดทางเทคนิคที่ช่างทุกฝ่ายต้องใช้ในการทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นแบบแปลนไฟฟ้า แบบขยายเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อิน แบบผังพื้น หรือเพดาน การมีแบบก่อสร้างที่ครบถ้วนและถูกต้อง คือสิ่งสำคัญที่ทำให้งานไม่บานปลายและได้มาตรฐาน
  5. Specification & Material Selection: การระบุวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ในโครงการอย่างชัดเจน เช่น ชนิดของไม้, แบรนด์สี, รุ่นของสุขภัณฑ์ การกำหนดสเปคที่แน่นอนนี้เป็นเอกสารอ้างอิงในการประเมินค่าตกแต่งภายใน ในขั้นตอนต่อไป

วิธีการคิดค่าออกแบบภายในที่นิยมในตลาด

การคิดค่าออกแบบภายใน โดยทั่วไปแบ่งได้ 3 รูปแบบหลัก ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของโครงการ

  1. Fixed Fee (ราคาเหมา) เป็นการกำหนดราคาคงที่ตั้งแต่ต้นจนจบตามขอบเขตงาน เหมาะกับโครงการขนาดเล็ก เช่น คอนโด 1 ห้อง หรือร้านกาแฟขนาดเล็ก เพราะผู้ว่าจ้างสามารถรู้จำนวนเงินชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น
  2. Percentage of Construction Cost (คิดเป็นเปอร์เซ็นต์) เป็นการคิดค่าออกแบบจากเปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรวมของค่าตกแต่งภายใน ปกติอยู่ที่ประมาณ 5% – 15% วิธีนี้เหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ เช่น บ้านหรู หรือออฟฟิศทั้งอาคาร เพราะสามารถปรับงบและขอบเขตงานให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริงได้
  3. Per Square Meter (ต่อ ตร.ม.) เป็นการคิดราคาเป็นอัตราต่อตารางเมตร เช่น 500–1,500 บาท/ตร.ม. วิธีนี้เหมาะกับโครงการเชิงพาณิชย์ เช่น ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลีก ที่ต้องการประเมินค่าออกแบบตามพื้นที่จริงของโครงการ

ค่าตกแต่งภายใน คือค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ถ้าค่าออกแบบภายใน คือแผนที่ ค่าตกแต่งภายใน ก็คือการลงมือสร้าง (Execution) และวัสดุจริง (Material) เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการเปลี่ยนแบบแปลนให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานจริง นี่คือส่วนที่ใช้เงินลงทุนสูงสุดของโครงการ

หมวดหมู่ค่าใช้จ่ายหลักของ ค่าตกแต่งภายใน

ค่าตกแต่งภายในครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและติดตั้ง แบ่งเป็น 5 หมวดหมู่ใหญ่ ดังนี้

  1. งานโครงสร้าง/งานสถาปัตยกรรม (Architecture & Structure): เป็นงานปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การทุบผนังเดิม การก่อผนังใหม่ การทำทางเดินน้ำ และงานฝ้าเพดานเบื้องต้น
  2. งานบิ้วท์อิน/เฟอร์นิเจอร์: ค่าใช้จ่ายสำหรับเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษที่ติดแน่นกับอาคาร เช่น ตู้เสื้อผ้าบิ้วท์อิน เคาน์เตอร์ครัว ชั้นวางของขนาดใหญ่ และตู้โชว์สินค้าในร้านค้า
  3. งานระบบ: ค่าใช้จ่ายที่สำคัญและไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ระบบไฟฟ้าทั้งหมด (จุดปลั๊ก, สวิตช์, สายไฟ), ระบบประปา ระบบปรับอากาศ และการติดตั้ง ระบบไฟอัจฉริยะ (Smart Home System) หรือระบบกล้องวงจรปิด
  4. งานตกแต่งผิว/วัสดุ: ค่าใช้จ่ายสำหรับวัสดุที่สัมผัสได้ เช่น วัสดุปูพื้น (กระเบื้อง, ไม้ลามิเนต, หินอ่อน) การทาสีผนัง การติดตั้งวอลเปเปอร์ และการตกแต่งด้วยหิน
  5. ค่าแรง (Labor Cost) และค่าควบคุมงาน: ค่าจ้างช่างฝีมือแต่ละสาขา (ช่างไม้, ช่างปูน, ช่างไฟฟ้า) และค่าบริหารจัดการโครงการ (Project Management Fee) โดยผู้ควบคุมงานจาก บริษัทรับตกแต่งภายใน

ปัจจัยกำหนดค่าตกแต่งภายในที่ทำให้งบประมาณไม่คงที่

งบประมาณในส่วนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากถึง 100% ขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังต่อไปนี้

  • เกรดวัสดุ: การเลือกใช้หินอ่อนแท้กับหินเทียม, ไม้จริงกับไม้สังเคราะห์ มีผลต่อราคาอย่างมาก
  • ความซับซ้อนของดีไซน์: เฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงโค้ง การซ่อนไฟ (Cove Lighting) หรือรายละเอียดแกะสลักที่ซับซ้อน ทำให้ค่าแรงสูงขึ้น
  • สถานที่: การทำงานในคอนโดหรือพื้นที่ใจกลางเมือง/ในห้างสรรพสินค้า มักมีข้อจำกัดด้านเวลา การขนส่ง และกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่า ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น

ค่าออกแบบและค่าตกแต่ง ควร “จ่ายแยก” หรือ “จ่ายรวม”

นี่คือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของเจ้าของโครงการ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

ทางเลือกที่ 1 จ่ายแยก (แยก Designer & Contractor)

คุณจ้างนักออกแบบอิสระหรือบริษัทออกแบบเพื่อทำแบบแปลน (จ่ายค่าออกแบบภายใน) จากนั้นนำแบบไปประมูลราคากับผู้รับเหมาหลายรายเพื่อทำขั้นตอนก่อสร้าง (จ่ายค่าตกแต่งภายใน)
ข้อดี

  • Check & Balance: มีการตรวจสอบงานระหว่างผู้ออกแบบและผู้รับเหมา
  • ราคาแข่งขันสูง: สามารถเลือกผู้รับเหมาที่ให้ราคาค่าตกแต่งภายในที่ถูกที่สุดได้

ข้อเสีย

  • ความรับผิดชอบไม่ชัดเจน: อาจเกิดการโยนความผิดเมื่อมีปัญหา (ผู้ออกแบบกล่าวว่าช่างทำผิด, ช่างกล่าวว่าแบบ
  • ผู้บริหารจัดการคือลูกค้า: ต้องใช้เวลาและความรู้ในการประสานงานระหว่าง 2 ฝ่าย

ทางเลือกที่ 2 จ่ายรวม (Design & Build)

คุณจ้างบริษัทรับตกแต่งภายในเพียงแห่งเดียว ซึ่งให้บริการครบวงจรตั้งแต่การออกแบบจนถึงการก่อสร้างแล้วเสร็จ

ข้อดี

  • One Stop Service: สะดวก รวดเร็ว ค่าออกแบบภายในมักถูกนำไปรวมหรือหักลดในค่าตกแต่งภายใน
  • ควบคุมงบได้ง่าย: บริษัทสามารถล็อกงบประมาณรวมได้ตั้งแต่ต้น เพราะควบคุมการเลือกวัสดุและวิธีการก่อสร้างเอง

ข้อเสีย

  • ขาดการตรวจสอบอิสระ: การออกแบบและการก่อสร้างอยู่ในมือเดียวกัน หากไม่มืออาชีพจริงอาจมีช่องโหว่
  • โอกาสเปรียบเทียบราคาจำกัด: ราคารวมอาจไม่ได้ถูกที่สุด แต่แลกมาด้วยความสะดวกสบายและความรวดเร็ว
  • ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่: การเลือกจ่ายรวมแบบ Design & Build เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและลดความเสี่ยงด้านความผิดพลาดได้ดีที่สุด หากเลือกบริษัทที่มีประสบการณ์และมีความน่าเชื่อถือสูง เพราะพวกเขาจะมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้ายทั้งหมด

วิธีประเมินงบประมาณรวม (ค่าตกแต่งภายใน + ค่าออกแบบภายใน) ที่แม่นยำ

การประเมินงบประมาณอย่างแม่นยำตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยให้คุณเจรจาต่อรองกับบริษัทรับตกแต่งภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิค 3 ขั้นตอนในการวางแผนงบประมาณ

  1. ประเมินงบรวมต่อ ตร.ม. (Cost Per SQM)
    • กำหนดงบประมาณเบื้องต้นโดยอิงจากราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรของประเภทโครงการที่คุณต้องการ
    • ตัวอย่าง หากคุณต้องการตกแต่งร้านอาหารสไตล์ลอฟท์ ราคาอาจอยู่ระหว่าง 25,000 – 35,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับรายละเอียดดีไซน์
  2. แยกงบออกแบบ (Design Budget)
    • กำหนดสัดส่วนค่าออกแบบภายในโดยประมาณ (5-15% ของงบประมาณรวม)
    • หากงบประมาณรวมของคุณคือ 1,000,000 บาท คุณควรกำหนดงบประมาณการออกแบบไว้ที่ 50,000 – 150,000 บาท
  3. ตั้งงบเผื่อเหลือเผื่อขาด (Buffer)
    • เตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด (อย่างน้อย 10-15% ของงบประมาณ ค่าตกแต่งภายใน) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดีไซน์เล็กน้อย หรือปัญหาที่พบระหว่างการก่อสร้าง (เช่น โครงสร้างอาคารเดิมมีปัญหา)

Checklist ก่อนเซ็นสัญญาจ้างงาน

ก่อนที่คุณจะตกลงว่าจ้างบริษัทรับตกแต่งภายในหรือนักออกแบบใด ๆ ให้ตรวจสอบ 3 ข้อ ดังนี้

  • ขอบเขตงานออกแบบที่ได้รับ: ยืนยันว่าค่าออกแบบภายใน ครอบคลุมถึง Working Drawing (แบบก่อสร้าง) ที่ครบถ้วนหรือไม่ ได้รับการแก้ไขแบบ 3D กี่ครั้ง
  • ราคาสุดท้ายของค่าตกแต่งภายใน: ตรวจสอบรายการวัสดุ (BOQ – Bill of Quantities) ให้ละเอียดว่าวัสดุที่ระบุตรงกับสเปคที่ตกลงกันไว้หรือไม่ และราคานี้รวมค่าติดตั้งและงานระบบทั้งหมดแล้วหรือไม่
  • เงื่อนไขการรับประกัน: สอบถามระยะเวลารับประกันงานตกแต่ง (มักเป็น 1 ปี) เพื่อสร้างความมั่นใจในบริการหลังการขาย

ควบคุมค่าออกแบบและค่าตกแต่งภายในให้ตรงงบ ด้วยบริการครบวงจรจาก ไอเดค ดีไซน์

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านรับออกแบบตกแต่งภายใน เราขอสรุปว่า การลงทุนในค่าออกแบบภายใน ที่ดีตั้งแต่ต้น คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะแบบแปลนที่ละเอียดจะช่วยลดความเสี่ยงของความผิดพลาดในขั้นตอนก่อสร้าง ซึ่งช่วยประหยัดค่าตกแต่งภายใน ในระยะยาว

หากคุณกำลังมองหาบริการรับออกแบบตกแต่งภายในออฟฟิศ บ้าน คอนโด หรือร้านค้า ที่รวมความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่สร้างสรรค์และการก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน ไอเดค ดีไซน์ พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ดูแลโครงการของคุณตั้งแต่แนวคิดแรกไปจนถึงการส่งมอบพื้นที่ใช้งานจริง

เราให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามงบประมาณที่คุณกำหนด ด้วยการทำงานที่โปร่งใสและระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

 

ติดต่อ ไอเดค ดีไซน์ เพื่อรับการปรึกษาและการประเมินราคาโครงการของคุณได้อย่างแม่นยำวันนี้