รอยร้าวผนัง เป็นหนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในบ้านพักอาศัยและอาคารธุรกิจ หลายกรณีเป็นเพียงรอยร้าวผิวฉาบ แต่บางกรณีอาจสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่า การเข้าใจสาเหตุและกระบวนการก่อสร้างที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสเกิด ปัญหาผนังแตกร้าว และลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในอนาคต
ไอเดค ดีไซน์ บริษัทออกแบบตกแต่งภายในครบวงจรสำหรับธุรกิจและที่อยู่อาศัย ให้ความสำคัญกับคุณภาพงานโครงสร้างและงานผนัง เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้าง
รอยร้าวผนังคืออะไร?
รอยร้าวผนัง คือรอยแยกที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวหรือโครงสร้างผนัง ซึ่งอาจเกิดจากการหดตัวของปูน การก่อสร้างไม่ถูกวิธี การทรุดตัวของโครงสร้าง หรือการขยายตัวตามอุณหภูมิ
รอยร้าวแบ่งได้หลัก ๆ เป็น:
- รอยร้าวผิวฉาบ (Hairline Crack)
- รอยร้าวตามแนวโครงสร้าง
- รอยร้าวเฉียงบริเวณมุมหน้าต่าง
- รอยร้าวจากการทรุดตัวของฐานราก
สิ่งที่ควรทำในการก่อผนัง ป้องกันปัญหา ผนังแตกร้าว
1.นำอิฐแช่น้ำก่อนก่อ 1 ชั่วโมง
การนำอิฐไปแช่น้ำก่อนจะทำให้อิฐดูดน้ำเข้าไปก่อน เวลาเราก่ออิฐก็จะไม่ดึงน้ำออกจากปูนก่อเร็วเกินไป ถ้าเราไม่แช่น้ำก่อนอิฐจะดึงน้ำออกจากปูนก่อเร็วเกินไปทำให้ปูนก่อแข็งเร็วเกินแล้วมันจะแตกแล้วก็จะหดตัว
ถ้าเป็นช่างสมัยก่อนจะแช่อิฐก่อนแต่ช่างในปัจจุบันอาจจะไม่ทำแบบนี้แล้ว หากเป็นบ้านของเราเองควรดูวิธีขั้นตอนของช่างด้วยว่าทำแบบนั้นหรือไม่ หรือบอกช่างก่อนว่าควรนำอิฐแช่น้ำก่อนนำไปก่ออย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรืออย่างน้อยควรพรมน้ำให้อิฐเกิดความชุ่มชื้นก่อนนำไปก่อ
2.การก่ออิฐสลับแนวดีที่สุด
เพราะเวลาก่อแบบสลับกันจะช่วยเป็นตัวล็อคกันและกันของอิฐมันดีกว่าการก่อแนวตรง เวลาที่ปูนเสียรูปก็จะเสียทั้งแนวตรงเลย แต่ถ้าเกิดความเสียหายกับการที่เราก่อสลับแนวมันจะไม่ลามไปทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ช่างที่มีคุณภาพจะรู้เทคนิคนี้ดีอยู่แล้ว
3.ปูนก่อหนาไม่เกิน 1.5 ซม.
เวลาก่อปูนโดยหลักแล้วจะก่อปูนแล้วตามด้วยอิฐ ถ้าเป็นอิฐมอญความหนาของปูนที่ก่อไม่ควรเกิน 1.5 ซม. เพราะถ้าก่อหนาเวลาปูนแห้งมันจะหดตัวลงเล็กน้อย หมายความว่ายิ่งก่อหนา ก็ยิ่งหดไปเรื่อยๆในชั้นต่อๆไป ทำให้กำแพงที่เราก่อมันจะเสียรูป และราคาปูนก่อแพงกว่าอิฐ ยิ่งเราใช้ปูนเยอะก็ยิ่งสิ้นเปลืองงบประมาณของเราเองไปด้วย ยกเว้นอิฐมวลเบาที่ใช้ปูนก่อหนาแค่ 2 มม. ทาเฉยๆแล้ววางได้เลย
4.ต้องมีเสาเอ็นและคานทับหลัง
เสาเอ็น และคานทับหลัง โดยเฉพาะรอบช่องหน้าต่าง ช่องประตู ช่องเปิดต่างๆ ในผนังต้องมีเสาเอ็นรอบเลย ไม่อย่างนั้นจะเจอปัญหาที่พบบ่อยๆว่า ร้าวตรงมุมหน้าต่างฉีกออกไปทุกมุมเลย บอกได้เลยว่าไม่มีเสาเอ็นและคานทับหลัง นอกจากนั้นในแผงทึบที่เป็นแผงใหญ่ๆก็จะต้องแบ่งระยะเสาเอ็นและคานทับหลังห่างประมาณ 2 เมตร – 2.5 เมตร กำลังดี หากทำตามนี้จะทำให้กำแพงแข็งแรงขึ้นเยอะเลย
5.ต้องมีเสาเอ็นที่มุมผนัง
เวลาก่ออิฐเข้ามุมผนังที่ไม่ได้มีเสา เช่น มุมห้องน้ำ ต้องเว้นไว้แล้วเข้าแบบแล้วทำเสาเอ็น หากช่างที่เร่งรีบอยากให้งานเสร็จเร็วขึ้นก็จะก่ออิฐชนมาสลับกันและไม่เทเสาเอ็น ถามว่าได้ไหม ได้นะแต่มีโอกาสที่จะแตกเยอะกว่า เพราะฉะนั้นขอแนะนำว่าตรงมุมทุกมุมที่ก่ออิฐมาชนกันที่ไม่ใช่เป็นเสาอาคารให้เว้นไว้ สรุปคือทุกมุมกำแพงต้องมีเสาเอ็นนั่นเอง
6.ต้องมีเสาเอ็นที่วงกบประตูและหน้าต่าง
วงกบประตูและหน้าต่างหรือช่องเปิดทุกช่องในผนังต้องมีเสาเอ็นทับหลังรอบเลยมันจะกันรอยแตกได้ดี
7.เสียบเหล็กหนวดกุ้งทุกระยะ
เวลาเราก่อผนังไปชนเสาอาคารโดยหลักแล้วต้องมีเหล็กหนวด เหล็ก 6 มิล เสียบเข้าไปในเสาเป็นระยะๆ เพื่อะเป็นตัวช่วยยึด ตัวนี้จะช่วยแก้ปัญหารอยร้าวเป็นเส้นแนวตรงเพราะไม่มีเหล็กหนวดกุ้งหุ้ม เวลากำแพงหดหรือมีการขยับตัวตรงนั้นจะแยกเป็นเส้นแนวตรงเลย หากมีเหล็กหนวดกุ้งมันจะช่วยรั้งไว้ แต่ปัญหาคือช่างสมัยนี้ไม่ค่อยใส่ เพราะสมัยนี้เวลาเทเสาจะใช้แบบเหล็กหล่อเสา ถ้าเจาะแล้วจะแบบเหล็กจะเสียหาย และถอดแบบยากมาก
สมัยก่อนนิยมใช้แบบไม้ ช่างก็จะเอาสว่านเจาะผ่านไม้แบบ ใช้เหล็กเสียบเลย ไม้แบบจะพอดึงออกมาได้ ปัจจุบันนิยมเจาะทีหลัง คือเทเสาไปก่อน เสร็จแล้วพอจะก่อก็มาตีเส้นตำแหน่งแล้วก็ใช้สว่านเจาะลงไปแล้วใช้ Epoxy กดเข้าไป แล้วใช้เหล็กเสียบเข้าไป ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ดี เพราะมีเหล็กเสียบหนวดกุ้งไว้ดีกว่าไม่มี
8.รดน้ำอิฐก่อก่อนการฉาบ
ก่อนจะฉาบหลายคนน่าจะเคยเห็นหรือช่างน่าจะรู้ว่าถ้าไม่รดน้ำก่อนนี่มีปัญหาแน่นอน ต้องฉีดน้ำให้ชุ่มก่อนฉาบ เพราะถ้าเราฉาบโดยไม่น้ำก่อนกำแพงที่เราก่อไว้จะดึงน้ำออกจากปูนฉาบเร็วมาก ซึ่งจะทำให้แตกลายงาเพราะมันดึงน้ำออกเร็วเกินไป ปูนจะหดตัวแล้วจะแตกเป็นแผนที่เลยทีเดียว เหตุผลเพราะช่างอาจจะลืมทำจุดๆนี้ไปนั่นเอง
9.ใช้เครื่องผสมปูน
เวลาผสมปูนช่างจะผสมด้วยมือก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีกว่ามันจะมีเครื่องโม่ปูนขนาดเล็กช่วยผสมปูน เพราะ เนื้อปูนจะได้สม่ำเสมอกัน เนื้อปูนจะเนียน เวลาเอาปูนมาฉาบทุกมุมจะเนียนเท่ากัน ขนาดเท่ากัน แต่ถ้าผสมด้วยมือเนี่ย ปูนอ่อน ปูนแก่บ้างแต่ละจุดจะไม่เท่ากัน จุดนี้อาจจะร้าว จุดนี้อาจจะหดมาก ตรงนี้หดน้อย แต่ถ้ามันสม่ำเสมอกันจะไม่มีปัญหานี้ ตรงนี้ปูนมาก ตรงนี้ปูนน้อยต่างกันแค่นิดเดียว นอกจากจะเกิดจากการฉาบที่ไม่สม่ำเสมอแล้ว ยังเกิดจากการที่ส่วนผสมไม่สม่ำเสมอกันอีกด้วย
10.รดน้ำหลังฉาบ 3-7 วัน
สาเหตุรอยร้าวผนังจากงานโครงสร้าง
แม้ก่อผนังถูกต้องแต่หากฐานรากทรุดตัว หรือไม่มีการลงเสาเข็มอย่างเหมาะสมก็อาจเกิด
- รอยร้าวผนังเฉียง
- รอยร้าวทะลุโครงสร้าง
- การแยกตัวระหว่างเสาและผนัง
ดังนั้นงานโครงสร้างต้องแข็งแรงตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะการลงเสาเข็มและการออกแบบฐานรากที่เหมาะสม
เมื่อพบรอยร้าวผนังควรทำอย่างไร?
- ตรวจสอบลักษณะรอยร้าว
- วัดความกว้างรอยร้าว
- สังเกตว่ารอยร้าวขยายตัวหรือไม่
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนซ่อม
การซ่อมโดยไม่หาสาเหตุอาจทำให้ร้าวซ้ำ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยร้าวผนัง
Q: รอยร้าวผนังแบบไหนอันตราย?
A: รอยร้าวเฉียงบริเวณมุมหน้าต่าง หรือรอยร้าวกว้างเกิน 2 มม. ควรให้วิศวกรตรวจสอบ
Q: รอยร้าวผนังลายงาเกิดจากอะไร?
A: เกิดจากการหดตัวของปูนฉาบเร็วเกินไป หรือไม่ได้บ่มน้ำหลังฉาบ
Q: ซ่อมรอยร้าวผนังเองได้ไหม?
A: รอยร้าวผิวฉาบเล็ก ๆ สามารถซ่อมได้ แต่รอยร้าวโครงสร้างควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
Q: รอยร้าวผนังจะลุกลามหรือไม่?
A: หากเกิดจากโครงสร้างทรุดตัว อาจขยายเพิ่มได้ จำเป็นต้องแก้ที่สาเหตุ
ป้องกันรอยร้าวผนัง ต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้าง
เรื่องผนังแตกร้าวเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย การก่อผนังเพื่อยึดเกาะกับงานโครงสร้าง ถ้าผนังทำมาดี ยึดเกาะกับตัวเสา และคานแน่น ถ้าก่อผนังทำตามขั้นตอนที่กล่าวมา ก็จะลดปัญหาได้มาก อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผนังแตกร้าวได้ ก็คือ งานโครงสร้าง ดังนั้นกระบวนการทำงานโครงสร้างจะต้องลงเสาเข็ม เพื่อความแข็งแรง ป้องการการทรุดของตัวบ้าน เมื่อดินทรุดตัว ส่วนนี้ก็เป็นต้นเหตุให้ผนังบ้านแตกร้าวได้เช่นกัน


